13/03/69

อำนาจทางทหารของอเมริกาในเอเชียตะวันตก (หรือที่เรียกว่าตะวันออกกลาง) ได้สิ้นสุดลงแล้ว (American Military Dominance is Over in West Asia) Force Magazine: the bottom line with Pravin Sawhney


"มีรายงานว่าอเมริกาได้ติดต่อกับโอมาน เพื่อให้โอมานเป็นตัวกลางในการเจรจาหยุดยิงกับอิหร่าน แต่อิหร่านยืนกราน อิหร่านได้กล่าวว่าจะไม่มีการหยุดยิง อิหร่านกล่าวว่าจะต่อสู้ เพราะสิ่งที่อิหร่านต้องการไม่ใช่การหยุดยิง แต่เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร" 
"ศูนย์กลางของสงครามที่อเมริการเลือกคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของสงครามที่ผิดพลาด เพราะการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใช้ไม่ได้กับอิหร่าน เพราะอิหร่านได้สร้างระบบบัญชาการและควบคุมแบบกระจายอำนาจแล้ว"
"วันนี้อเมริกากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่สามประการ คือ พวกเขาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น เรดาร์ของพวกเขาถูกทำลาย และพวกเขามีกำลังการผลิตที่จำกัด อัตราการผลิตพวกเขาไม่สามารถเทียบเท่ากับการผลิตของอิหร่านได้"
"อิหร่านมีขีปนาวุธคลัสเตอร์บี พวกเขามีขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธข้ามทวีป ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธที่มีหัวแหลม มีโดรนชาฮิดหลายประเภท นอกจากนั้นพวกเขามีโดรนโจมตีจำนวนมาก ความสามารถทั้งหมดเหล่านี้ถูกสร้างไว้ใต้ดิน และนี่คือประเด็น พวกเขามีความสามารถที่จะยืดสงครามนี้ออกไปได้นานถึง 6 เดือน และอาจจะนานกว่านั้น และมีศักยภาพในการผลิตภายในประเทศอิหร่านแบบใต้ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวอเมริกันไม่มี"
"อำนาจครอบงำของอเมริกาในเอเชียตะวันตกได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะพวกเขาเลือกจุดศูนย์กลาง (ของปัญหา) ที่ผิด และตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีความตื่นตระหนกอย่างมากในอเมริกา."
"อิหร่านได้กำหนดเงื่อนไขสี่ประการสำหรับการหยุดยิง คือ 1) อเมริกาต้องยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน 2) ควรมีการจ่ายค่าชดเชย 3) และควรมีการรับประกันระหว่างประเทศต่อการรุกรานของอเมริกาและอิสราเอลในอนาคต"
"ในความเห็นของผม ชาวอิหร่านไม่ได้รีบร้อนที่จะยุติสงครามนี้ พวกเขาจะทำให้สหรัฐอเมริกาอ่อนแอลง พวกเขาจะทำให้อิสราเอลอ่อนแอลงมากกว่า นี้"
Pravin Sawhney: Editor of Force Magazine


สวัสดีเพื่อนๆ ในวิดีโอที่แล้วของผมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ผมบอกว่าอเมริกาแพ้สงครามแล้ว แต่ปฏิบัติการทางยุทธวิธีจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าอเมริกาจะพบทางออกที่ไม่เสียหน้าเกินไปที่ยอมยุติสงครามกับอิหร่าน และนั่นจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอิหร่านไม่เต็มใจที่จะให้ทางออกโดยที่อเมริกาไม่เสียหน้า วันนี้หัวข้อคือ การครอบงำทางทหารของอเมริกาในเอเชียตะวันตกสิ้นสุดลงแล้ว และอินเดียก็ตกตะลึงกับพัฒนาการเหล่านี้ นี่เป็นหัวข้อใหญ่ ดังนั้นผมจึงแบ่งออกเป็นสองวิดีโอ สองส่วน วันนี้ผมจะพูดถึงอำนาจทางการทหารของอเมริกา ในเอเชียตะวันตกที่สิ้นสุดลง และพรุ่งนี้ผมจะพูดถึงความตกใจของอินเดียต่อพัฒนาการในเอเชียตะวันตก ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะคาดการณ์ได้ตั้งแต่ต้น และพัฒนาการเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่ออินเดียอย่างไร?

เรารู้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีปูติน และแนวคิดก็คือประธานาธิบดีปูตินอาจช่วยเขายุติวิกฤตหรือทำให้เกิดการหยุดยิงกับอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอเมริกาได้ติดต่อกับโอมาน เพื่อให้โอมานเป็นตัวกลางในการเจรจาหยุดยิงกับอิหร่าน แต่อิหร่านยืนกราน อิหร่านได้กล่าวว่าจะไม่มีการหยุดยิง อิหร่านกล่าวว่าจะต่อสู้ เพราะสิ่งที่อิหร่านต้องการไม่ใช่การหยุดยิง แต่เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร และการแก้ปัญหาอย่างถาวรจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ และประธานาธิบดีทรัมป์ตระหนักถึงเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขารู้สึกหงุดหงิด แล้วตอนนี้เขาก็ไปกล่าวโทษสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff), ลูกเขยตัวเอง จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮ็กเซ็ธ (Pete Hegseth) กล่าวว่าคนเหล่านี้ทั้งหมดผลักดันให้เขาเริ่มการโจมตีชิงลงมือก่อน ต่ออิหร่าน เพราะพวกเขาบอกว่าอิหร่านกำลังจะโจมตี ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นความจริง แต่ประเด็นสำคัญคือทำไมประธานาธิบดีทรัมป์ถึงปรึกษาคนเหล่านี้ทั้งหมดเกี่ยวกับสงคราม ในเมื่อคนเหล่านี้ทั้งหมดไม่เข้าใจเรื่องสงครามเลย?

และผมได้รวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม พีท เฮ็กเซ็ธ ไว้ในรายชื่อนี้ด้วย เพราะผมเคยได้ยินพีท เฮ็กเซ็ธ พูดหลายครั้ง และผมสรุปได้ว่า ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม เขาไม่น่าจะได้พูดคุยกับผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางมาก่อนเลย เพื่อให้เขาประเมินสถานการณ์สงครามให้ การประเมินสถานการณ์สงครามโดยพื้นฐานแล้วต้องประกอบด้วยสามสิ่ง หนึ่งคือ รู้จักศัตรูของคุณ คือศัตรูมีขีดความสามารถอะไรบ้าง ระดับใหน? เขามีความตั้งใจและพร้อมที่จะสู้รบมากแค่ไหน? สองคือ เราจะต้องเข้าใจพื้นที่การรบที่จะเกิดสงครามอย่างถ่องแท้ และสามคือ รู้จักผู้ที่ให้การสนับสนุนศัตรูของคุณ ใครคือผู้ที่สนับสนุนศัตรูของคุณ และพวกเขานำอะไรเข้ามา (ในการทำสงคราม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่โลกมีหลายขั้วอำนาจ

ดังนั้นในอุดมคติแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด ควรจะพูดคุยกับประธานคณะเสนาธิการร่วม และสภาความมั่นคงแห่งชาติ
แต่น่าเสียดายที่สภาความมั่นคงแห่งชาติภายใต้การดูแลของเขา เท่าที่ผมตรวจสอบดูนั้น เป็นเพียงหน่วยงานที่มีแต่ชื่อ (ไม่มีบทบาทที่สำคัญอะไร) เพราะหน่วยงานนี้เคยมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 450 คน แต่ตอนนี้เหลือเพียง 40 คนเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเพียงแค่ชื่อเท่านั้น ส่วนประธานคณะเสนาธิการร่วมนั้น ผมมั่นใจว่าเขาคงได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว แต่ส่วนที่น่าเสียดายก็คือ ในความเห็นของผม กองทัพอเมริกันซึ่งประจำการอยู่ในเอเชียตะวันตกมานานหลายทศวรรษนั้น ไม่เข้าใจทั้งอิหร่านหรือความก้าวหน้าทางการทหารที่อิหร่านได้พัฒนาขึ้น และนั่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เหตุผลที่ผมพูดเช่นนั้นก็เพราะว่าเมื่ออเมริกาและอิสราเอลรุกรานอิหร่าน มันชัดเจนมากว่าศูนย์กลางของสงครามที่พวกเขาเลือกคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของสงครามที่ผิดพลาด เพราะการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่พวกเขาควรจะรู้ว่าใช้ไม่ได้กับอิหร่าน เพราะอิหร่านได้สร้างระบบบัญชาการและควบคุมแบบกระจายอำนาจแล้ว จุดศูนย์กลางของสงครามนี้อยู่ที่อื่น และเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับกองทัพใดๆ ที่จะต้องระบุจุดนั้นให้ถูกต้อง เพราะอเมริกาไม่ได้ระบุจุดศูนย์กลางทั้งสองนั้น เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าอิหร่านได้ทำอะไรไป ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คืออเมริกาได้สูญเสียอำนาจทางทหารในเอเชียตะวันตกไปแล้ว


ผมจะพูดถึงเรื่องนี้ในอีกสักครู่ แต่ก่อนอื่น สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ แน่นอนว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังตื่นเต้น เขาหงุดหงิดมาก ดังนั้นตอนนี้เขาจึงบอกกับสื่อว่า เราได้ทำลายกองทัพเรืออิหร่านแล้ว เราได้ทำลายขีปนาวุธแล้ว เราได้ทำลายกองทัพอากาศแล้ว และผมสามารถประกาศหยุดยิงได้ จริงๆ แล้วทำไม่ได้ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวได้ จนกว่าอิหร่านจะอนุญาตให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มูซได้อย่างเสรี ซึ่งอิหร่านไม่เต็มใจที่จะทำในขณะนี้ และประธานาธิบดีทรัมป์รู้ดีว่าเขาไม่สามารถที่จะประกาศการหยุดยิงเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นเขาก็หงุดหงิดมากขึ้น และเขายังบอกเป็นนัยกับสื่อว่า ถ้าผมต้องการ ผมสามารถยุติสงครามได้ภายในครึ่งชั่วโมง นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอเมริกาอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ ในความเห็นของผม เมื่อประธานาธิบดีของอเมริกาส่งสัญญาณเช่นนั้น ทั่วโลกควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าอเมริกันจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพราะพวกเขาหยิ่งยโสในเรื่องอำนาจทางทหารของตน ดังนั้นผมมั่นใจว่ามีผู้คนมากมายทั่วโลกคิดอยู่ในเมืองหลวงต่างๆ ว่าจำเป็นต้องมีมติของสหประชาชาติที่ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ในสงครามในเอเชียตะวันตก ไม่มีใครควรใช้อาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่ว่าอเมริกันจะสนใจมติของสหประชาชาติ แต่ขอให้มีเอกสารทางกฎหมายก็แล้วกัน

ต่อไป ผมขอพูดถึงศูนย์กลางของปัญหาสองอย่างที่กองทัพสหรัฐฯ มองข้ามไปอย่างสิ้นเชิงในสงครามครั้งนี้ ศูนย์กลางของปัญหาที่หนึ่งมีผลกระทบระดับนานาชาติ และอีกศูนย์กลางหนึ่งของปัญหา มีผลกระทบระดับภูมิภาค ศูนย์กลางที่มีผลกระทบระดับนานาชาติคือสถานการณ์ฮฮร์มูซ และศูนย์กลางของปัญหาที่มีผลกระทบระดับภูมิภาคคือการที่ฐานทัพอเมริกันมาตั้งอยู่บนดินแดนของประเทศกลุ่ม GCC (สภาความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย) ผมจะอธิบายทั้งสองอย่างและเหตุผลว่าทำไมอำนาจทางทหารของอเมริกาจึงจะสูญเสียไปในเอเชียตะวันตกอย่างถาวร

ตอนนี้ขอพูดถึงสถานการณ์ฮอร์มูซ เรารู้ว่าปัจจุบันมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 7,000 ลำที่จอดอยู่ที่นั่นรอที่จะเดินทาง แต่ไม่สามารถเดินทางได้เพราะกลัวที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และด้วยเหตุนี้ราคาน้ำมัน ก๊าซ อาหาร และแม้แต่สินค้าอุตสาหกรรมบางอย่างจึงสูงขึ้น เพราะอิหร่านได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าในไม่ช้า ราคาน้ำมันดิบต่อบาร์เรลจะพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ นอกจากนี้จะมีการขาดแคลนก๊าซหุงต้ม (LPG) ในอินเดีย ซึ่งจะเป็นการขาดแคลนอย่างรุนแรง และเรารู้ว่ามีเรือสามลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มูซ และถูกอิหร่านยิง หนึ่งในนั้นเป็นเรือบรรทุกของไทย ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังอินเดียและถูกยิง ดังนั้นประเด็นก็คือ อิหร่านมีอำนาจมากขนาดไหนถึงได้ควบคุมช่องแคบได้ ทั้งๆ ที่อเมริกาเองก็มีเรือบรรทุกเครื่องบินอยู่ที่นั่น อเมริกามีศักยภาพมหาศาล และฝรั่งเศสก็มีเรือบรรทุกเครื่องบินอยู่ที่นั่นเช่นกัน มีศักยภาพมากมาย ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจว่าอิหร่านได้ทำอะไรลงไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมากับช่องแคบฮอร์มุซ เพียงแต่ผู้นำทางทหารของอเมริกาไม่ได้ใส่ใจที่จะมองเห็นมัน และสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้น เรียกได้ว่าพวกเขาได้สร้างขีดความสามารถในการปิดกั้นการเข้าถึงพื้นที่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหมายความว่า อิหร่านไม่อนุญาตให้ศัตรูเข้าถึงพื้นที่นั้น และหากศัตรูเข้าถึงได้ เขาก็ต้องปิดกั้นการเคลื่อนที่ของศัตรูในพื้นที่นั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในส่วนของช่องแคบฮอร์มูซ อันดับแรก เรือต่างๆ จะลังเลที่จะเข้ามาที่นั่น และหากมีเรือเข้ามา เรือเหล่านี้ก็จะหวาดกลัวมากว่า จะสามารถออกไปได้หรือไม่ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะสามสิ่งที่ชาวอิหร่านได้ทำคือ อย่างแรกคือ พวกเขาได้สร้างอุโมงค์ใต้ดินที่แข็งแกร่ง ก่อนอื่นผู้ชมจำเป็นต้องรู้ว่า ช่องแคบฮอมูซเป็นร่องน้ำตื้น เรากำลังพูดถึงความลึกเพียง 200 เมตร เท่านั้น และสิ่งที่เรากำลังพูดถึงก็คือ แม้แต่เรือบรรทุกน้ำมันขนาดมหึมาเหล่านี้ที่แล่นผ่านรัฐฮาร์เบอร์อย่างช้าๆ ก็อยู่ที่ระดับความลึกเพียง 60 ถึง 100 เมตรเท่านั้น ดังนั้นอิหร่านจึงได้สร้างอุโมงค์ใต้ดินที่แข็งแกร่งเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งทอดยาวไปตามอ่าวเปอร์เซียจนถึงอ่าวโอมาน พวกเขาได้สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา และพวกเขายังได้เผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถมากมายที่พวกเขามีอยู่ และสิ่งที่พิเศษที่ผมอยากจะกล่าวถึงในวิดีโอของผมก็คือ พวกเขามีขีปนาวุธร่อนระยะไกลที่เรียกว่า Gad 380 ซึ่งมีระยะทำการ 1,000 กิโลเมตร วิธีการทำงานก็คือ ขีปนาวุธร่อนจะถูกยิงจากอุโมงค์ใต้น้ำ มันจะโผล่ขึ้นมาจากน้ำ และบินต่ำมากในระดับความสูงต่ำ เคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายโดยมีการนำทาง

และอีกอย่างหนึ่ง ขีปนาวุธเหล่านี้มีระบบสำรองสองชั้น (double redundancy) นั่นคือมีระบบนำทางอัจฉริยะ มีระบบนำทางสองระบบเผื่อไว้ในกรณีที่ระบบหนึ่งล้มเหลว ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นบ่อย อีกอย่างหนึ่งคือเรารู้ว่าในปี 2026 กองทัพอิหร่านได้เลิกใช้ GPS และเปลี่ยนไปใช้กลุ่มดาวเทียม Beidou 3 ของจีน ดังนั้นระบบการนำทางจะส่งข้อมูลมาจากดาวเทียมไปยังขีปนาวุธร่อนเหล่านี้ ผมไม่คิดว่าอเมริกาในขณะนี้จะมีความสามารถในการรบกวนสัญญาณดาวเทียมของจีน และประการที่สองคือ พวกเขามีแผนที่แสดงความสัมพันธ์ของภูมิประเทศ แผนที่ดิจิทัลซึ่งอยู่ในขีปนาวุธร่อน ซึ่งช่วยนำทางขีปนาวุธร่อนไปยังเป้าหมาย นั่นคือความสามารถอย่างหนึ่ง ขอออกนอกเรื่องสักเล็กน้อยเพื่อให้เห็นภาพ มีภาพมากมายที่แสดงให้เห็นขีปนาวุธ ขีปนาวุธภาคพื้นดินที่อิหร่านยิง และสิ่งที่น่าทึ่งคือพวกเขายิงมันจากอุโมงค์ใต้ดิน พวกเขาได้ขุดอุโมงค์ไปทั่ว และด้านบนของอุโมงค์ก็มีทรายปกคลุมอยู่ ขีปนาวุธจึงพุ่งมาจากด้านล่าง เพียงแค่ทรายที่ปกคลุมอยู่ไหลออกไป ขีปนาวุธก็พุ่งไปยังเป้าหมาย นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง และเขามีอุโมงค์เหล่านี้มากมายที่พวกเขาขุดไว้ แม้ว่าศัตรูจะรู้ว่านี่คืออุโมงค์ที่พวกเขากำลังใช้ แต่อิหร่านก็มีอุโมงค์มากมายที่พวกเขาสามารถเลือกที่จะไม่ใช้อุโมงค์ใดอุโมงค์หนึ่งที่เคยใช้มานานแล้วได้เสมอ


ดังนั้นผมจึงพยายามบอกผู้ชมเกี่ยวกับการเตรียมการที่อิหร่านได้ทำไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพอเมริกันน่าจะเตรียมการรับมือ มาถึงขีดความสามารถที่สองของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปิดกั้นการเข้าถึงพื้นที่ นั่นก็คือ เรือดำน้ำของอิหร่าน ซึ่งเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็กมากและมีจำนวนมาก และเกาหลีเหนือได้ช่วยเหลือพวกเขาอย่างมากในการพัฒนาเรือดำน้ำ และเรือดำน้ำเหล่านี้สามารถยิงได้ทั้งขีปนาวุธร่อนและตอร์ปิโด และขีดความสามารถที่สามคือทุ่นระเบิดทางทะเลของพวกเขา ทุ่นระเบิดทางทะเลเหล่านี้มีทั้งทุ่นระเบิดแบบอยู่กับที่และทุ่นระเบิดอัจฉริยะแบบอยู่กับที่ ซึ่งหมายความว่าทุ่นระเบิดอัจฉริยะแบบอยู่กับที่เหล่านี้สามารถยิงจรวดความเร็วสูง ซึ่งจะพุ่งชนท้องเรือ เมื่อคุณจินตนาการถึงการผสมผสานที่อันตรายนี้ มันจะชัดเจนมากว่า เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์บอกกับเจ้าหน้าที่กองทัพเรือของเขาว่า ให้ใช้เครื่องกวาดทุ่นระเบิดและเก็บกวาดทุ่นระเบิด แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อเมริกาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะอ้างว่าเขาได้จมเรือรบของกองทัพเรืออิหร่านไปแล้ว 11 หรือ 12 ลำก็ตาม

คือเราต้องเข้าใจความเป็นจริง แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งที่สื่ออินเดีย สื่อกระแสหลัก มักจะปฏิเสธที่จะเข้าใจ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง เมื่อวานนี้เอง ผมได้ฟังคลิปของพิธีกรชื่อดังคนหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับสถานีโทรทัศน์ NDTV โดยเขาได้พูดว่าเศรษฐกิจของอิหร่านกำลังย่ำแย่จากสงคราม นี่เป็นเพียงการสร้างเรื่องราว คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเรื่องราว โดยที่พวกเขาไม่รู้เรื่องที่ตัวเองกำลังพูดเลย และคนเหล่านี้ก็เคยเป็นคนที่สร้างเรื่องราวในปฏิบัติการซินดูร์ด้วย ให้ผมตรวจสอบความเป็นจริงให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เศรษฐกิจของอิหร่านไม่ได้ย่ำแย่ เพราะที่ผ่านมาอิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันอิหร่านขายน้ำมันได้มากกว่าตอนที่ไม่มีสงคราม โดยที่น้ำมันของอิหร่านเกือบทั้งหมดก็ส่งไปยังประเทศจีน และมีรายงานว่าสิ่งที่พวกเขาได้รับจากจีนนั้นคือเชื้อเพลิงสำหรับสร้างขีปนาวุธ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่จะใช้ในขีปนาวุธที่พวกเขากำลังผลิตเอง ทุกอย่างอยู่ใต้ดิน มีการป้องกันจากอากาศอย่างดี และในขณะนี้อิหร่านกำลังควบคุมรัฐฮอร์มูซ แต่พวกเขาจึงอนุญาตให้บังกลาเทศสามารถนำเรือผ่านรัฐฮอร์มูซได้ และตอนนี้มีรายงานว่า เป็นครั้งที่สี่แล้ว ซึ่งก็คือวันนี้ (12 มีนา 2569) ที่ นายเจ. ชันการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน มีข่าวลือว่า เขากำลังขออนุญาตจากอิหร่านเพื่อให้เรือของอินเดียสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มูซได้เช่นกัน ในขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าได้รับอนุญาตแล้วหรือไม่ และเราจะทราบในอีกไม่นานนี้ 

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจุดศูนย์กลางที่มีนัยสำคัญระดับนานาชาติ  ขอพูดถึงจุดศูนย์กลางระดับภูมิภาคบ้าง ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ของประเทศกาตาร์ มันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น? สิ่งที่อเมริกาทำในขณะนี้นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เขาได้สร้างความสามารถทางการทหารมากมายที่อยู่ในกลุ่มประเทศ GCC ซึ่งส่วนใหญ่แล้วระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ เช่น THAD และ Patriot interceptors แต่ Patriot นั้นไม่สามารถหยุดขีปนาวุธได้ มันมีไว้สำหรับเครื่องบินเท่านั้น และแน่นอนว่าพวกเขามี SM3 ซึ่งยิงจากทะเล สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อต้องยิงระบบสกัดกั้นเหล่านี้ก็คือ เรดาร์ขนาดใหญ่ที่พวกเขาติดตั้งไว้ที่กาตาร์ ซึ่งเป็นกองบัญชาการส่วนหน้าของกองบัญชาการกลางอเมริกา และเรดาร์นี้เรียกว่า FBS1 132 เป็นเรดาร์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก มีราคาประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ มันสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ สามารถทำการตรวจสอบได้ไกลกว่า 5,000 กิโลเมตร สามารถทำการตรวจสอบแบบ 360 องศา และติดตามเป้าหมายได้หลายร้อยเป้าหมายในเวลาเดียวกัน 

เมื่อสงครามเกิดขึ้น สิ่งแรกที่อิหร่านทำคือ เขาได้ทำลายขีดความสามารถนี้ โดยได้ทำลายเรดาร์นี้  ไม่เพียงเท่านั้น เรดาร์อื่นๆ ที่ระบบ THAD มีอยู่ ซึ่งมีความสามารถนัอยกว่าก็ถูกทำลายเช่นกัน สรุปแล้ว มีรายงานที่ยืนยันแล้วว่า เรดาร์ 7 ถึง 8 เครื่องของอเมริกาถูกทำลายโดยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าคุณไม่มีเรดาร์ เครื่องยิงขีปนาวุธของคุณจะทำอะไรได้? เครื่องสกัดกั้นของคุณจะทำอะไรได้? และในกรณีใดๆก็ตาม เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ป้องกัน คุณจะใช้ระบบป้องกันทำการสกัดกั้น และอีกฝ่ายส่งโดรนมาเป็นระลอก คุณก็ต้องใช้ใช้ระบบสกัดกั้นซึ่งมีราคาแพงกว่ามากขึ้น  เพื่อหยุดขีปนาวุธเพียงหนึ่งลูก หรือสองลูก หรือโดรนหนึ่งลำ และบางทีระบบสกัดกั้นอาจจะทำงานไม่สำเร็จด้วยซ้ำ ดังนั้นอเมริกาจึงมีขีดความสามารถทางเลือกที่เรียกว่า "ระบบอินฟราเรดบนอวกาศ" แต่ปัญหาก็คือ ระบบนี้ถึงแม้ว่าจะสามารถตรวจจับขีปนาวุธได้ตั้งแต่เริ่มปล่อยจากแท่นยิง แต่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างหัวรบกับเป้าลวงได้ ในขณะที่ระบบ FPS132 สามารถทำได้

ดังนั้นประเด็นที่ผมกำลังพูดถึงก็คือ วันนี้อเมริกากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่สามประการ และปัญหาของพวกเขาก็คือ พวกเขาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น เรดาร์ของพวกเขาถูกทำลาย และพวกเขามีกำลังการผลิตที่จำกัด อัตราการผลิตพวกเขาไม่สามารถเทียบเท่ากับการผลิตของอิหร่านได้ สำหรับอิหร่านแล้ว นี่คือสงครามเพื่อความอยู่รอด พวกเขาไม่ได้มองที่เงิน นั่นคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตอาวุธของอเมริกา สิ่งที่มักเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยคือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดจะช้ามาก ช้าอย่างน่าทรมาน แต่นั่นไม่ใช่กรณีของอิหร่าน ดังนั้นในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เรามีเมื่อพิจารณาว่าตอนนี้เป็นสงครามแห่งการทำลายล้าง อิหร่านมีขีปนาวุธคลัสเตอร์บี พวกเขามีขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธข้ามทวีป ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธที่มีหัวแหลม มีโดรนชาฮิดหลายประเภท นอกจากนั้นพวกเขามีโดรนโจมตีจำนวนมาก ความสามารถทั้งหมดเหล่านี้ถูกสร้างไว้ใต้ดิน และนี่คือประเด็น พวกเขามีความสามารถที่จะยืดสงครามนี้ออกไปได้นานถึง 6 เดือน และอาจจะนานกว่านั้น และมีศักยภาพในการผลิตภายในประเทศอิหร่านแบบใต้ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวอเมริกันไม่มี

ดังนั้นอเมริกาจึงมีปัญหา และด้วยเหตุนี้ผมจึงสรุปได้ว่าอำนาจครอบงำของอเมริกาในเอเชียตะวันตกได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะพวกเขาเลือกจุดศูนย์กลาง (ของปัญหา) ที่ผิด แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีความตื่นตระหนกอย่างมากในอเมริกา จนกระทั่งประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อถูกนักข่าวถามว่า คุณเห็นไหมว่าขีปนาวุธโทมาฮอว์กทำอะไรลงไปบ้าง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก พวกมันไปโจมตีโรงเรียนประถมของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ในอิหร่าน ที่สถานที่ที่เรียกว่า"นินาบ" ซึ่งมีเด็กหญิงประมาณ 167 คนถูกสังหารหมู่ เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ถูกถามว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ขีปนาวุธโทมาฮอว์กเป็นคนทำ เขาจึงบอกว่าอิหร่านก็มีโทมาฮอว์กเช่นกัน ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลใหม่นี้ คุณเห็นไหมว่าประเด็นคือนิวยอร์กไทมส์ลงข่าวในวันรุ่งขึ้นว่านี่เป็นฝีมือของ
ขีปนาวุธโทมาฮอว์กของอเมริกา ซึ่งเป็นความจริง ดังนั้นคุณจะเห็นว่าเมื่อผู้บัญชาการสูงสุดโกหกอย่างโจ่งแจ้ง ในเวลาเช่นนี้มันย่อมไม่เป็นผลดีกับประเทศในเอเชียตะวันตกอย่างแน่นอน

และเราก็รู้ว่าอิสราเอลก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากเช่นกัน พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร พวกเขาไปโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอิหร่าน จากนั้นพวกเขาก็ไปโจมตีธนาคารในอิหร่านด้วย พวกเขาสร้างความเสียหายต่อพลเรือนเป็นจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานของพวกเขากำลังถูกทำลาย
ดังนั้น ผลที่ตามมาคืออิหร่านกล่าวว่า เอาล่ะ พอแล้ว ตอนนี้เราจะทำการโจมตีอย่างต่อเนื่องแทนที่จะตอบโต้ และพวกเขากล่าวว่าเราจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของชาวอเมริกันในกลุ่มประเทศ GCC เช่น โครงสร้างพื้นฐานของ Nissan, Microsoft, Google และเราจะโจมตีทั้งหมดนั้น แน่นอนว่าเกิดความตื่นตระหนก ดังนั้นจึงเกิดความตื่นตระหนก และจากนั้นบาห์เรนก็ได้เสนอมติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งประเด็นสำคัญในมติของคณะมนตรีคือ อิหร่านไม่ควรโจมตีประเทศในกลุ่ม GCC ดังนั้นมติดังกล่าวจึงผ่านไปแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน เอกอัครราชทูตรัสเซียก็ออกมาสนับสนุนอิหร่านอย่างเปิดเผย และเอกอัครราชทูตยังกล่าวอีกว่า หากอิหร่านถูกโจมตี การโจมตีตอบโต้เป้าหมายทางทหารของอิหร่านถือเป็นเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย

ในส่วนของเนทันยาฮูและอิสราเอลนั้น ผมได้กล่าวไปแล้วว่าความสามารถของอิสราเอลนั้นถูกประเมินสูงเกินไป แล้วเนทันยาฮูกำลังทำอะไรอยู่? เนทันยาฮูได้ติดต่อกับจีนและขอให้จีนช่วยไกล่เกลี่ยกับอิหร่าน เราไม่ต้องการสู้รบกันอีกต่อไป ดังนั้น ประธานาธิบดีอิหร่านได้พูดคุยกับรัสเซียและประธานาธิบดีปากีสถานด้วย ซึ่งผมจะอธิบายในวิดีโอของผมในวันพรุ่งนี้ และเขาก็ได้กำหนดเงื่อนไขสี่ประการสำหรับการหยุดยิงของอิหร่าน เขากล่าวว่าจำเป็นต้องยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน จากนั้นควรมีการจ่ายค่าชดเชย และควรมีการรับประกันระหว่างประเทศต่อการรุกรานของอเมริกาและอิสราเอลในอนาคต แต่ทุกคนก็รู้ว่าทั้งหมดนี้คลุมเครือมาก ข้อเท็จจริงก็คือ ในความเห็นของผม ชาวอิหร่านไม่ได้รีบร้อนที่จะยุติสงครามนี้ พวกเขาจะทำให้สหรัฐอเมริกาอ่อนแอลง พวกเขาจะทำให้อิสราเอลอ่อนแอลงมากกว่า เพราะพวกเขามีศักยภาพนั้น พวกเขามีความได้เปรียบ พวกเขามีอำนาจเหนือกว่า จนกว่าพวกเขาจะได้สิ่งที่ต้องการ นั่นคือ สันติภาพที่ยั่งยืน พรุ่งนี้ในวิดีโอของผม ผมจะพูดถึงอินเดียที่ตกตะลึงกับการพัฒนาในเอเชียตะวันตก ขอบคุณมากครับ

วิเคราะห์และคอมเม้นท์

โลกเราได้เดินมาถึงจุดหนี่งของประวัติศาสตร์ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร