นายเสวก (ยาลีสาน) ยูโส้
ผู้เขียน : อุดม วัลลีย์
เมื่อพูดถึงวิถีชุมชนคนปักษ์ใต้ พวกเขาจะมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างหนึ่ง นั่นคือ การนิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุก (นกปรอดหัวโขน) ซึ่งนิยมเลี้ยงกันแพร่หลายทั่วภาคใต้ และยังลามไปถึงเมืองกรุง ที่มีคนภาคใต้อาศัยอยู่ ก่อนที่จะนิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุก ชาวภาคใต้จะนิยมเลี้ยงนกเขาส่วนใหญ่จะเป็นนกเขาเล็ก หรือนกเขาชวาเสียง ปัจจุบันการเลี้ยงนกเขาชวาเสียงยังคงนิยมในบางพื้นที่ เช่น ที่อำเภอจะนะ จังหวัดปัตตานี นอกจากนี้ยังแพร่หลายไปยังประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน จนถึงตั้งชมรมผู้เลี้ยงนกเขาชวาเสียงแห่งอาเชียน มีการนำนกเขามาแข่งประชันเสียงกันเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะที่จังหวัดยะลา มีสนามแข่งขันนกเขาชวาเสียงแห่งอาเชียนโดยเฉพาะ แต่ละปีจะมีนกมาลงแข่งหลายพันตัว มีรางวัลมอบให้มากมาย
การเลี้ยงนกกรงหัวจุก หรือนกเขาชวาเสียง วัตถุประสงค์หลักก็คือ เพื่อความเพลิดเพลินในยามว่าง ต่อมาก็มีวัตถุประสงค์เพื่อแข่งขันประชันเสียงร้อง เมื่อความนิยมมากขึ้น ก็มีบางคนเลี้ยงเพื่อการค้าทำเป็นธุรกิจเป็นล่ำเป็นสัน และสิ่งที่มาควบคู่กับการเลี้ยงนก ก็คือกรงนก กรงนกเขาและกรงนกหัวจุกจะมีรูปทรงที่ต่างกัน กรงนกเขามีรูปทรงกลมวงรี ใช้หวานเหลาทำเป็นซี่กรง ส่วนกรงนกหัวจุกจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยม ด้านล่างจะใหญ่กว่าด้านบน ใช้ไม้ไผ่เป็นซี่กรง ปัจจุบันแหล่งผลิตกรงนกหัวจุกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แถวบ้านสระบัว บ้านหน้าทัพ และบ้านในถุ้ง กรงนกหัวจุกจากแหล่งนี้จะส่งออกไปจำหน่ายทั่วประเทศ และบุคคลแรกที่ริเริ่มผลิตกรงนกหัวจุกจนแพร่หลายไปทั่ว สร้างงานสร้างเงิน สร้างอาชีพ ให้กับคนนับพันนับหมื่น ก็คือ นายเสวก (ยาลีสาน) ยูโส้

นายเสวก (ยาลีสาน) ยูโส้ เป็นคนบ้านสระบัว ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๓ นายเสวก แต่เดิมมีอาชีพเป็นช่างไม้ ช่างเฟอร์นิเจอร์ เมื่องานไม้น้อยลง ก็ได้ริเริ่มทำกรงนกประมาณปี ๒๕๑๗ เดิมทีทำกรงนกเขาชราเสียง และทำตามคำสั่งของลูกค้า เมื่อลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจึงเริ่มหาเครื่องมือต่าง ๆ มาเสริมให้การผลิตได้เร็วขึ้น ต่อมาเมื่อความนิยมเลี้ยงนกเขาชวาเสียงลดลง ความต้องการกรงนกก็น้อยลงด้วย จึงเปลี่ยนมาทำกรงนกหัวจุก ตามความนิยมเลี้ยงนกชนิดนี้ที่เพิ่มขึ้น ความต้องการกรงก็เพิ่มขึ้น ผลิดคนเดียวไม่พอตามความต้องการของลูกค้า จึงเรียกลูกหลาน ญาติพี่น้อง มาช่วยกันผลิต ด้วยฝีมือประณีต สวยงาม ราคาไม่สูงมาก คำสั่งซื้อกรงนกก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในจังนครศรีธรรมราชและจากต่างจังหวัด เมื่อความต้องการมาก ผลิตไม่ทัน ท่านก็ไปชักชวนชาวบ้านมาทำ ถ้าใครทำไม่เป็นท่านก็จะสอนให้โดยไม่หวงวิชา ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงแต่เดิมมีอาชีพประมงขนาดชายฝั่ง และอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ก็หันมาหัดทำกรงนกกันมากขึ้น ยิ่งมีผู้ผลิตมาก ความต้องการก็ยิ่งมาก จนขยายการผลิตไปยังชุมชนใกล้เคียง จนกลายเป็นแหล่งผลิตกรงนกหัวจุกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ส่งกรงไปจำหน่ายทั่วประเทศ รวมทั้งกลุ่มประเทศอาเชียน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำเงินมหาศาลให้กับชุมชน

กรงนกของนายเสวก แต่เดิมจะใช้ไม้กระท้อน ไม้เทียม หรือไม้ขี้เหล็ก ซึ่งไม้เหล่านี้มีคุณสมบัติไม่บิดตัว ไม่โก่งงอ และไม่มีมอดไช ต่อมามีลูกค้าที่มีเงินหนา ก็จะสั่งทำกรงที่หรูหราราคา ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะนำไม้มาเองเช่น ไม้ตะเคียน ไม้หลุมพอ ไม้พยุง ไม้ขาวดำ เป็นต้น สนนราคาก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ และความประณีตของงาน ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักสิบ ไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสน ต่อกรงหนึ่งลูก
ปัจจุบันถึงแม้นายเสวก ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่บรรดาลูกหลานของท่านก็ยังสืบสานอาชีพนี้ต่อโดยแยกออกไปทำในครัวเรือนของตน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าความต้องการกรงนกหัวจุกในปัจจุบัน ลดน้อยลงไปบ้าง แต่ก็สามารถสร้างรายได้มาเลี้ยงชีพในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
นายเสวก (ยาลีสาน) ยูโส้ จึงนับเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า และทำประโยชน์อย่างมหาศาลคนหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ริเริ่มนำอาชีพผลิตกรงนกหัวจุก จนแพร่หลายสร้างงาน สร้างเงิน สร้างอาชีพ ให้กับชุมชนและจังหวัดนครศรีธรรมราช กลายเป็นมรดกสืบทอดมายังคนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน
