บ้านหน้าทัพและวิถีชุมชนในอดีต


บ้านหน้าทัพ เป็นชุมชนเล็ก ๆ ในอดีต ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา อำเภท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนชาวประมงชายฝั่ง ประชากรนับถือศาสนาอิสลามทั้งหมด แต่ปัจจุบันชุมชนได้ขยายหนาแน่นขึ้น กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีผู้อยู่อาศัยประมาณ ๔ -๕ พันคน และมีผู้อยู่อาศัยที่เป็นไทยพุทธ เพียงหนึ่งครัวเรือน ชุมชนบ้านหน้าทัพมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ทั้งด้านลักษณะทางภูมิศาสตร์ อาชีพ และผู้คนที่อยู่อาศัย
. หากย้อนหลังไป ๓๐ -๔๐ กว่าปีก่อน ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๐เป็นต้นมา พื้นที่ที่เป็นป่าชายเลนในปัจจุบันนี้ เคยเป็นหาดทรายขาวเนียนมาก่อน หาดทรายขาว แสงแดด สายลม และเสียงคลื่น ถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเรา ลูกหลานชาวเลบ้านหน้าทัพ ชีวิตของพวกเราจะวนเวียนและผูกพันอยู่กับทะเลตั้งเช้าจรดค่ำ
ยามรุ่งอรุณเมื่อแสงสีทองจับขอบฟ้า พวกเราจะพากันไปนั่งบนชายหาดก่อกองไฟ อาศัยไออุ่น สายตาเฝ้ามองดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า แสงสีทองสาดแสงส่องทั่วผืนน้ำ ตัดกับเงาสะท้อนบนผืนทะเลที่ใสราบเรียบราวกับกระจกเงาบานใหญ่ ตามชายหาดบนผืนทรายจะเต็มไปด้วยรูเล็ก ๆ ของปูลม และกลาดเกลื่อนไปด้วยก้อนทรายกลม ๆ ขนาดเมล็ดถั่วเขียว ที่ปูลมคายออกมาหลังจากที่มันได้ดูดเอาสารอาหารพวกแพลงตอนที่ติดอยู่ในทรายออกไปแล้ว พวกผู้ใหญ่จะขุดเอาปูลมไปทุบปล่อยไว้ให้เน่าเหม็นเพื่อทำเป็นเหยื่อในการดักปลาไหล ซึ่งได้ผลดีนักแล
ยามเย็นเด็กจะไปวิ่งเล่นกันตามชายหาด เด็กผู้ชายก็จะขุดปูลม พวกเด็กผู้หญิงก็จะไปหาหอยเสียบ บ้างก็หาจั๊กจั่นทะเล (บ้านเราจะเรียกกุ้งบก) พากลับบ้านไปให้แม่ปรุงอาหาร...ไม่ว่าได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ต้องให้แม่ปรุงให้ได้ในทันที มันเป็นความภาคภูมิใจที่จะได้กินของที่หาได้นั้นเอง กินกันจนหมดแล้วนั่นแหละถึงค่อยกินอาหารอย่างอื่น
เด็กบางคนก็ไปเอาดอกหญ้าลอยลม(บ้านเราเรียกหญ้าหนวดเสือ) ใบเป็นหนามแหลม ดอกมีหนวดแหลม ๆ ยาวออกมาโดยรอบ เป็นรูปทรงกลมเท่าลูกฟุตบอล เมื่อโดนลมพัด มันก็จะกลิ้งไปตามผืนทราย ลมยิ่งแรงก็กลิ้งไปเร็ว เด็ก ๆ จะนำมาตั้งให้มันวิ่งแข่งขันกัน ตามผืนทราย แล้วส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน
ก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้า ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน ไปถึงบ้านก็จะได้ยินเสียงพ่อแม่ไล่ให้ไปอาบน้ำ ตักน้ำจากบ่อด้วยถังน้ำ ราดหัวสองสามทีก็เข้าบ้าน โคลนทรายที่ติดตามซอกหู ซอกขา ซอกเท้ายังไม่ทันจะสะอาด ขอให้ตัวเปียกก็พอ หลายครั้งจึงถูกแม่ไล่กลับไปอาบอีกสองสามหน
ตกกลางคืนหากคืนไหนเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง เด็ก ๆ จะออกไปก่อกองไฟตามชายหาดริมทะเล นั่งคุยนั่งโม้กันตามประสา บ้านใครมีหัวเผือกหัวมันก็เอามาหมกกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เราจะเพลิดเพลินอยู่ภายใต้แสงจันทร์นวลผ่องอย่างไม่รู้เบื่อ หากไม่ง่วงนอนหรือไม่ได้ยินเสียงเรียกของพ่อแม่ให้กลับบ้าน ก็จะไม่ยอมกลับ คนไหนที่มีน้องเล็ก ๆ ก็ต้องแบกน้องกลับบ้านไปด้วยเพราะน้องเล็ก ๆ ที่ชอบตามมาด้วยจะก็หลับก่อนเสมอ ทั้ง ๆ ที่ก่อนมาสัญญากันดิบดีแล้วว่าจะไม่หลับ
เมื่อย่างเข้าฤดูมรสุมหรือพวกเราเรียกว่าเดือนสิบสอง คลื่นในทะเลจะแรงมาก กิจวัตรของพวกเราตามริมหาดก็พลอยงดไปโดยปริยาย ด้วยรู้สึกมันน่ากลัวและพ่อแม่จะห้ามเข้าใกล้คลื่นอย่างเด็ดขาด แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้มาทดแทนในเดือนนี้ก็คือ คลื่นจะซัดเอาสิ่งของต่าง ๆ มาเกยชายหาด ไม่ว่าจะเป็นขอนไม้ หลอดไฟ ของเล่นเด็ก และอื่น ๆ พวกเราเด็ก ๆ มักจะรอคอยให้ถึงเดือน 12 กันเร็ว ๆ เพราะจะได้ออกไปเก็บของเล่นกันตามชายหาด ถึงแม้มันจะชำรุดแตกหักแล้วก็ตาม แต่สำหรับพวกเราลูกชาวเลมันก็เลิศหรูและมีค่าที่สุดแล้ว
. และอีกอย่างหนึ่งที่มากับคลื่นในเดือนนี้ก็คือ สาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ซึ่งบางปีก็ขึ้นปกคลุมชายหาดดำพรืดไปหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะออกไปเก็บสาหร่ายทะเลพวกนี้เอามาลวกจิ้มน้ำพริก หรือเอามายำ ใส่มะพร้าวคั่วอร่อยมากทีเดียว ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าสาหร่ายพวกนี้มันมีประโยชน์มหาศาลเพียงใด มารู้เอาเมื่อโต เมื่อหาไม่ได้แล้ว หากรู้ตอนนั้นคงจะกินมากกว่านั้นเป็นแน่แท้..
(อ่านต่อตอนที่ ๒ ฉบับหน้า)



