ภูมิรัฐศาสตร์ของโลก:  กรอบความคิดสำหรับมุสลิม

กรอบแนวคิด (conceptual framework) กระบวนวิธีในการศึกษาวิจัย (reserach methodology) ที่ใช้ในการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ (ค้นหาความจริง) และสังเคราะห์ (สร้างแนวทางในการเผชิญและแก้ไขปัญหา) ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโลก จากมุมมองของมุสลิม

ผู้เขียน : รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยรัตน์ ศิริพัธนะ

  • ปริญญาเอก (วิศวกรรมเคมี): The University of Queensland, Australia 
  • ปริญญาโท (วิศวกรรมอาหาร) : The University of New South Wales, Australia
  • ปริญญาตรี (อุตสาหกรรมเกษตร) : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 


ดร.ชัยรัตน์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าด้วยวุฒิการศึกษา หรือประสบการณ์ตรงทางด้านศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนนี้ แต่เป็นผู้ติดตามการเมืองโลกมาตลอด ตั้งแต่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อเกษียณจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว อาจารย์ต้องการที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง และมีสนใจการเมืองโลกเป็นพิเศษ  บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะเรียนรู้ศาสตร์นี้อย่างมีระบบ และอยากจะแชร์บทเรียนต่างๆ สู่สาธารณะ ด้วยหวังว่า ประสบการณ์จากการเรียนรู้จะเกิดประโยชน์ในวงกว้าง ไม่ใช่เก็บไว้ส่วนตัวหรือในแวดวงแคบๆ

ทำไมมุสลิม (หรือไม่ใช่มุสลิม) ควรศึกษาภูมิรัฐศาสตร์โลก ?
  • เราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองโลก มากกว่าประชาชาติอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่ว่าเราจะหลบอย่างไรก็ตาม ก็คงหลบไม่พ้น
  • หากท่านแคร์ที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต ในฐานะปัจเจกชน เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ชาติพันธ์ุ ประเทศ ประชาชาติ อย่างที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่ภาพความจริงตามที่สื่อกระแสหลักต่างๆ ได้นำเสนอ เพื่อครอบงำความคิดของท่าน ท่านก็ควรต้องศึกษาศาสตร์นี้อย่างจริงจัง
  • ถ้าท่านเป็นมุสลิมที่มีความศรัทธาในอิสลามอย่างยิ่ง และได้ศีกษาอิสลามมาถึงจุดหนึ่ง ท่านย่อมตระหนักดีว่า ในมุมมองของผู้ศรัทธา อิสลามเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ มีคำตอบให้แก่ตัวเรา สังคม ประชาชาติมุสลิม และมนุษยชาติในทุกเรื่อง เราอยากนำอิสลามที่เราเข้าใจให้สาธารณชนทราบ แต่เราพบว่า เราต้องเจอกับอุปสรรคในการนำเสนอในทุกระดับ สำหรับในสังคมไทย ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ยังเข้าใจว่ามุสลิมเป็นศูนย์กลางของกลุ่มก่อการร้ายทั่วโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอิหร่าน กลุ่มฮามาซ กลุ่มฮิซบุลลอฮ แต่เมื่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป พฤติกรรมชั่วช้าของรัฐบาลสหรัฐ (ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ในสหรัฐ) และอิสราเอล เป็นที่ประจักษชัดมากขึ้น คนไทยส่วนใหญ่จึงเริ่มที่จะตั้งคำถามว่า ตกลงใครกันแน่ เป็นผู้ก่อการร้ายของโลกในขณะนี้?
  • คำถามสำหรับคนไทย และชาวโลกโดยรวมก็คือ "ทำไมต้องใช้เวลานานเป็นหลายสิบปี คนไทยและชาวโลก จึงเริ่มสงสัยว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ก่อการร้าย?"  เรารู้ว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอิสราเอล ทำให้เราลำบากขึ้น เพราะน้ำมันแพง ถ้าเราจะตอบคำถามที่ว่า "แล้วเมื่อไหร่ราคานำ้มันจะลดลง การขึ้นและการลดลงของราคาน้ำมัน มันเกิดขึ้นโดยมีเงื่อนไขอย่างไร?" ถ้าจะให้เข้าใจในระดับที่สามารถทายทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง เราก็ต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างเพียงพอ
  • อีกคำถามหนึ่งเช่น "ทำไมชาติอาหรับที่มีประชากรมากกว่า 200 ล้าน (รวมอียิปต์ด้วยแล้ว) จึงอ่อนแอมากๆ ไม่สามารถที่จะปกป้องตัวเองได้เลย อย่าว่าแต่การช่วยเหลือพี่น้องปาเลสต์ไตน์เลย ตัวเองกูกถูกบีบจากทั้งสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน จนกระดิกตัวไม่ได้ ทำไม?" ถ้าเราเอาแต่ด่าซาอุดี้ อียิปต์ และชาติอาหรับใน GCC ว่าไม่มีน้ำยา เราก็เห็นความจริงแค่บางมุม "แล้วเราจะเข้าใจภาพรวมได้อย่างไร?" เราก็ต้องศึกษาภูมิรัฐศาสตร์จากแง่มุมต่างๆอย่างเพียงพอ และอย่างเป็นระบบ จะฟังแต่สื่อ หรือกระแสความคิดของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้
  • ในที่สุดเราก็ต้องใช้ "critical thinking" ที่ต้องการการจัดการระบบความคิดของเราใหม่ ต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง และกระบวนวิธีการศึกษาที่เหมาะสม

และนี่แหละที่ทำให้ผมต้องศึกษาเรื่องนี้ และถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ

สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ(+อิสราเอล) เป็นสงครามอะไรกันแน่?

นักวิเคราะห์การเมืองจำนวนมาก ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างก็ได้สรุปว่า โลกในขณะนี้กำลังอยู่ ณ จุดเปลี่ยนที่สำคัญมากที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ ที่ศูนย์อำนาจของโลกที่เดิมที มีเพียงสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียว กำลังเคลื่อนไปสู่การมีมหาอำนาจที่เพิ่มขึ้นมาคือจีนและรัสเซีย ในขณะเดียวกันก็จะเกิดขั้วอำนาจขึ้นหลายขั้ว ในภูมิภาคต่างๆ ที่มีแนวโน้มที่จะรวมตัวกันเพื่อปกป้องประเทศ ชาติพันธุ์ เศรษฐกิจ ทรัพยากร ในภูมิภาคของตน จากการฉวยโอกาสของประเทศมหาอำนาจ (และพวก) และเจ้าของเงินทุนโลก (OGCFC) เนื่องจากเคยได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดจากอดีตถีงปัจจุบัน จากภัยคุกคามของนักล่าอาณานิคม ในศตวรรษที่ 18,19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 และจากการครอบงำของมหาอำนาจอย่างอเมริกาและสหภาพโซเวียต และจากมหาอำนาจหนึ่งเดียวคือสหรัฐ หลังสงครามเย็นที่สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 1981

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้ก็คือ จุดพลิกผันทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในยุโรป ในเอเซียตะวันออก หรือเอเซียใต้ แต่เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางของโลกมุสลิม คือเอเซียตะวันตก หรือที่มักเรียกกันว่า "ตะวันออกกลาง" นักวิเคราะห์บางคนบองว่าเพราะสงครามในยุคปัจจุบันนั้นมีแต่ "สงครามตัวแทน" เพราะมหาอำนาจหลีกเลี่ยงที่จะทำสงครามกันโดยตรง แต่เลือกที่จะทำสงครามตัวแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงครามใหญ่ระหว่างมหาอำนาจดัวยกัน  เพื่อให้สามารถควบคุมบริเวณประลองยุทธให้จำกัดในวงแคบ  เพื่อหยั่งดุลอำนาจและวางยุทธศาสตร์พิชิตฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบ อย่างน้อยก็หมดอำนาจไปหลายทศวรรษก่อนที่จะพื้นตัวกลับมาท้าทายอีกครั้ง ตัวอย่างสงครามตัวแทนที่เด่นชัดที่สุดก็คือ "สงครามเย็น" ระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียต ที่จบลงด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตฯ

สงครามในตะวันออกกลางในคราวนี้ (หลายคนอาจจะแย้งว่าไม่ใช่เฉพาะคราวนี้ แต่ตลอด 100 ปี ที่ผ่านมา) ไม่ใช่สงครามตัวแทน ถ้ามองให้ลึกๆ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอิสราเอลไม่ใช่ตัวแทนของมหาอำนาจอย่างอเมริกา ตรงกันข้ามอิสราเอลมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและทิศทางของสงครามเอง และสามารถกำหนดให้สหรัฐทำสงครามเพื่ออิสราเอลได้ โดยที่อิสราเอลไม่เคยทำสงครามเพื่อสหรัฐ  เมื่อดูอีกฝากหนึ่งคือ อิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ดำเนินนโยบายประเทศที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับมหาอำนาจใดๆตลอดมา ถึงแม้ว่าในสงครามที่อิหร่านกำลังดำเนินอยู่ขณะนี้  มีทั้งจีนและรัสเซียคอยช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีทางการทหารชั้นสูง แต่ความสัมพันธ์ของอิหร่านกับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ไม่ใช้ระหว่างเจ้านายกับตัวแทน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่มีสถานะที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นเราจึงพอที่จะสรุปได้ว่าสงครามระหว่าง สหรัฐกับอิหร่าน และอิสราเอลกับอิหร่าน ไม่ใช้สงครามตัวแทน แต่เป็นสงครามอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด แล้วมันเป็นสงครามอะไรกันแน่? ผมขอฝากผู้อ่านช่วยหาคำตอบมาด้วย ผมคงไม่ต้องตอบคนเดียว


สงครามอิหร่านกับสหรัฐ(+อิสราเอล): สงครามแตกหน่ออารยธรรม?

ในปี 1996 นักวิทยาศาสตร์การเมืองชาวอเมริกัน ซามูเอล พี. ฮันติงตันได้นำเสนอทฤษฎี "การปะทะกันของอารยธรรม (The Clash of Civilizations)" เป็นทฤษฎีที่นำเสนอว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาของผู้คนจะเป็นแหล่งที่มาหลักของความขัดแย้งในโลกหลังสงครามเย็น เขาโต้แย้งว่าสงครามในอนาคตจะไม่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ แต่จะเกิดขึ้นระหว่างวัฒนธรรม 

ก่อนอื่นผมต้องชี้แจงก่อนว่า อารยธรรมของโลกสมัยใหม่ ไม่ใช่อารยธรรมตะวันตก หรืออารยธรรมตะวันออก หรืออารยธรรมอิสลาม แต่เป็นอารยธรรมที่เป็นผลพวงของการบูรณาการ ต่อยอด ของอารธรรมต่างๆตั้งแต่มีมนุษย์ในโลกใบนี้มาถึงปัจจุบัน การอ้างว่าอารยธรรมตะวันตกเป็นอารยธรรมสูงสุดนั้นเป็นการแอบอ้างที่โอหังและน่าละอาย และตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ยิ่งนับวันก็ยิ่งห่างใกลจากความเป็นจริง เพราะอารยธรรมมีจุดเริ่มต้น มีการเติบโต อิ่มตัว เสื่อมถอย สลาย และอาจจะแตกยอดขึ้นมาใหม่เป็นวัฏจักร ในขณะนี้เราเริ่มเห็นสัญญานหลายๆอย่าง ที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของอารยธรรมตะวันตก

  • อารยธรรมตะวันตกได้สร้างคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ด้อยค่าโครงสร้างครอบครัวใหญ่แบบเกื้อกูลดั้งเดิม แต่เลือกที่จะสร้างครอบครัวเดี่ยวที่ยืนอยู่บนแนวคิดวัตถุนิยม รักสบาย เน้นความสุขส่วนตัว ไม่พร้อมที่จะมีทายาท ซึ่งนำไปสู่ความประบางของโครงสร้างประชากร ความหลงโลก  และหัวใจที่กระด้างวางเฉยต่อหลักคุณธรรม  ตัวใครตัวมัน
  • ความรุ่งเรืองของสหรัฐและยุโรปในช่วงประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เป็นเพราะความสูงส่งของอารยธรรมตะวันตก แต่เป็นความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่ได้จากการใช้เล่เหลี่ยมขโมยทรัพยากรจากประเทศที่อ่อนแอ กำลังพัฒนา หรือประเทศที่เป็นหรือที่เคยอยู่ในอาณานิคมของตน
  • ทุกอุดมการณ์หรือระบอบการปกครองที่ผลิตออกมาจากอารยธรรมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นลัทธิเผด็จการ ลัทธิสังคมนิยม หรือประชาธิปไตย ได้เปิดเผยความล้มเหลวออกมาทีละเล็กทีละน้อย สังคมนิยมต้นแบบอย่างสหภาพโซเวียต หรือจีน ได้พังสลายและถูกแปรสภาพไปแล้ว ส่วนประชาธิปไตยต้นแบบอย่างในสหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็น "ทุนนิยมโลกาภิวัตน์" (Global Capitalism) หรือ "จักรวรรดินิยมแบบทุนนิยม"(Imperialism/Corporate Capitalism)  ซึ่งเน้นการขยายตัวของทุน การผูกขาดตลาด และการครอบงำทรัพยากรทั่วโลก ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถมีบ้านอยู่เป็นของตัวเอง ดิ้นรนใช้หนี้เพื่อประกันสุขภาพ คนติดยาเสพติตเต็มบ้านเต็มเมือง
  • อารยธรรมตะวันตก จนถึงปัจจุบันนี้ ล้มเหลวที่จะส่งมอบ ความยุติธรรมบนพืนโลกในทุกระดับ แม้แต่สหประชาชาติ (ที่เป็นนวัตกรรมสันติภาพของตะวันตก) ก็ไม่สามารถยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น อินเดียแดงในอเมริกาเหนือ ในปาเลสไตน์ ในเมียนมาร์ เป็นต้น ตรงข้ามอารยธรรมตะวันได้สร้างและบ่มเพาะรัฐเนื้อร้ายอย่างเช่น อิสราเอล ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาสหรัฐและประเทศตะวันตก ได้ช่วยกันส่งเสริมให้อิสราเอลบรรลุเป้าหมายที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการขยายดินแดนที่ไม่สนใจความถูกต้อง หลักมนุษยธรรม ในขณะที่ตะวันตกชูธงประชาธิปไดยความเท่าเทียมกันที่ไม่มีการแบ่งแยกสีผิวหรือชาติพันธุ์ และสิทธิมนุษยชน แต่กลับใช้มาตรฐานอื่นสำหรับประเทศอื่น อย่างน่าละอาย เมื่อมันขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนเอง
  • ในขณะที่สหรัฐและชาติตะวันตก อ้างว่าอารยธรรมตะวันตกเป็นอารยธรรมสูงสุด ที่นำไปสู่การกระจายความมั่งคั่ง และสันติภาพของโลก ในช่วงแค่ 100 ปีที่อารยธรรมนี้มีอำนาจ ได้เกิดสงครามโลกถึงสองครั้ง ที่ได้มีทหารและประชาชนล้มตายในสมรภูมิเป็นจำนวนมากกว่า 100 ล้านคน มากกว่าการล้มตายจากสงครามทั้งหมด 1000 ปี รวมกัน ที่เกิดก่อนหน้าที่อารยธรรมตะวันตกจะรุ่งเรือง ตะวันตกมักจะสร้างวาทกรรมสันติภาพโลก ในขณะที่มือทั้งสองของพวกเขาเปื้อนเลือด สงครามเป็นเหมือนท่อน้ำเลี้ยงหลักของเขา 
  • อารยธรรมตะวันตกไม่มีรากฐานที่มั่นคงเป็นของตัวเอง แต่แอบอ้างว่าอารยธรรมกรีกและเมโสโปเตเมียว่าเป็นอารยธรรมของตนเอง ในขณะเดียวกันก็พยายามกลบฝังอารยธรรมอิสลาม และอารยธรรมตะวันออกอื่นๆ เช่น อารยธรรมจีน อารยธรรมแม่น้ำสินธุ อารยธรรมอเมริกาใต้ อารยธรรมอียิปต์และแอฟริกา ให้เป็นอารยธรรมที่ล้าหลัง ไร้ค่า ไม่มีราคา หรือผุพังไปตามเวลา พร้อมทั้งยัดเยียดแนวคิดและวิถีชีวิตแบบตะวันตก ให้กับประชาชาติอื่นที่ต่างอารยธรรม โดยผ่านสื่อ การศึกษา หรือแม้แต่การใช้กำลังในการเปลี่ยนผู้นำและระบอบการปกครอง
  • ตะวันตกมักจะอ้างว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นนวัตกรรมของตะวันตก ทั้งๆที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพัฒนาการของอารยธรรมโลกที่สั่งสมมา โดยได้คุณูปการมากมายจากอารยธรรมธรรมกรีกและอารยธรรมอิสลาม ตะวันตกเป็นเพียงนักเฉลยโอกาศ ที่ปล้นทรัพยากรจากอาณานิคมทั่วโลก  ต่อยอดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์มุสลิม เร่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรียนรู้จากมุสลิมที่พ่ายแพ้สงครามต่อนักล่าอาณานิคม และทำทุกวิถีทางที่จะกลบฝังความดีงานของอารธรรมอิสลามในฐานะของอารยธรรมที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมาตรฐานของคุณธรรมที่แท้จริง
  • วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของอารธรรมโลก ที่ส่งต่อและต่อยอดโดยอารยธรรมจำนวนมาก แต่ตะวันตกหัวขโมยกลับทำตัวเป็นเจ้าของ ประชาชาติใดก็ตามที่มีความพร้อม และมีความมุ่งมั่น ย่อมสามารถเข้าไปในสนามแข่งขันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ ไม่จำกัดอยู่แค่เพียงชาติตะวันตก พวกเราไม่เห็นหรือว่ามันความจริง ตัวอย่างที่เด่นชัดคือประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่สามารถพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจนเท่าเทียมกับชาติตะวันตก ภายในเวลาไม่ถึง  50 ปี และกำลังจะนำหน้าตะวันตกในเร็วๆนี้ ถ้าพฤติกรรมการเอาเปรียบ โอหัง หลงตัวเองของตะวันตกไม่เปลี่ยนแปลง

อารยธรรมอื่นในอดีต เช่น อารยธรรมอิสลาม มักเริ่มตัวความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชาติเจ้าของอารยธรรม ตามด้วยความมั่งคั่งของอาณาจักร แต่เมื่อเข้าสู่ระยะถดถอย ล่มสลาย สงครามเล็กจะกระจายทั่วแผ่นดิน ตามด้วยสงครามใหญ่ที่นำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักร แต่อารยธรรมตะวันตกนี้แปลก เป็นอารยธรรมที่เริ่มต้นด้วยการล่าอาณานิคมและสงคราม รุ่งเรืองและดำรงอยู่ได้ด้วยสงคราม ยิ่งในระยะเสื่อมสลายยิ่งมีพฤติกรรมก้าวร้าว โดยไม่มีขอบเขตจำกัด นี่แหละที่เราเรียกว่า "อารยธรรมตะวันตก"

นักวิชาการจำนวนมากได้รับรู้ของถึงความถดถอยของอำนาจตะวันตก ที่เกิดขึ้นไปพร้อมการเสื่อมสลายของอารยธรรมตะวันตกที่เขาอ้างความเป็นเจ้าของ และรู้ว่าหลังจากที่จีนและรัสเซียได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับสหรัฐ โลกจะเข้าสู่ยุคหลายขั้วอำนาจ (multi-polar world) แต่มันคำถามหนึ่งที่มุสลิมอย่างผมยังคาใจว่า "สงครามอิหร่านกับสหรัฐ(+อิสราเอล): สงครามแตกหน่ออารยธรรมอิสลามหรือไม่?" หรือเป็นแค่ช่วงการเปลี่ยนผ่านที่โลกมุสลิมที่อยู่ภายใต้อำนาจของชาตตะวันตกมามากว่า 100 ปี จะเปลี่ยนไปอยู่ในร่มเงาของมหาอำนาจจีนรัสเซียอีกระลอกหนึ่ง หรือพยายามที่จะสร้างดุลระหว่างสองมหาอำนาจ แทนที่จะทุ่มเทให้กับการปกป้องเลี้ยงดูหน่ออารยธรรมอิสลามที่กำลังเริ่มแตกยอดขึ้นมาใหม่ท่ามกลางสงครามครั้งประวัติศาสตร์นี้


มุสลิมกับการเป็นผู้นำทางวิชาการทางด้าน "ภูมิรัฐศาสตร์โลก"


เราจะศึกษาการเมืองในเอเซียตะวันตก (ตะวันออกกลาง) อย่างไร จึงจะเข้าใจความเป็นจริงให้ใกล้เคียงที่สุด?

อย่างน้อยเราจะต้องเข้าใจความจริงหลายประการ ที่เราจะต้องตระหนักอยู่เสมอ ในการรับข้อมูล

  • สื่อกระแสหลักทั้งหลายเกือบร้อยเปอร์เซ็น ควบคุมด้วยเจ้าของแหล่งทุนระดับโลก หรือเป็นกระบอกเสียงของรัฐ ที่นอกจากจะแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจในเรื่องข่าวสารแล้ว เขาต้องการที่จะควบคุมความรู้สึกนึกคิด มุมมอง ของผู้รับข่าวสาร ให้เป็นไปในทิศทางที่เป็นผลประโยชน์ของแหล่งทุนที่ไห้การสนับสนุน (เอกชน รัฐ และกลุ่มการเมือง)
  • เจ้าของเงินทุนในระดับประเทศ และในระดับโลก (OGCFC : Owners and Controllers of Global  Finalcialized Capital) จะพยายามที่จะรวบเอาสื่อต่างๆมาอยู่ในเครือข่ายของตัวเองเพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ กลบเกลื่อนกิจกรรมการแสวงหาผลประโยชน์จากควบคุมทิศทางการใหลของเงินทุน การขับเคลื่อนให้เกิดสงครามเพื่อการเพิ่มพูนทรัพย์สินของกลุ่มทุนบางกลุ่ม  ดังนั้นสื่อจึงไม่สามารถนำเสนอข่าวสารได้อย่างอย่างอิสระ
  • ผู้อ่านควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกในการประกันมูลค่าและความมั่นคงของ "เงินดอลลาร์สหรัฐ" ซึ่งได้ยกเลิกหลักประกันที่เดิมเป็นทองแท่ง มาใช้ "เปโตรดอลลาร์" แทน ว่ามันทำงานอย่างไร และทำไมชาติใน GCC โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศซาอุดีอราเบีย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับระบบการเงินของสหรัฐฯและของโลก
  • ดังนั้นการรับข่าวสาร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสื่อกระแสหลัก) ผู้รับจะต้องมีความสามารถในการแยกแยะความจริงออกจากการกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานที่รองรับอย่างเพียงพอ น่าเสียดายว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนในเรื่องการแยกแยะนี้มาอย่างเป็นระบบ จะไม่สามารถแยกแยะได้ และมักจะตกเป็นเหยี่อของการโฆษณาชวนเชื่อไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม
  • การเมืองโลกมีความซับซ้อนมาก มันมีหลายมิติ หลายชั้น หลายมุม ที่จะต้องนำมาใช้ในการวิเคราะห์ในคราวเดียวกัน โดยจะต้องบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งก็ต้องใช้ทักษะขั้นสูง และมุมมองแบบองค์รวม (holistic approach) อย่างมืออาชีพ และจะต้องมาใช้ข้อมูลที่ถูกต้องสามารถอ้างอิงและตรวจสอบได้ 
  • เราควรศึกษาทฤษฎีทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่นำเสนอได้ นักวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจากค่ายตะวันตกและตะวันออก เช่น  Heartland Theory (Halford Mackinder), Sea Power Theory (Alfred Mahan), Rimland Theory (Nicholas Spykman), Organic State Theory (Friedrich Ratzel), Game Theory เป็น
  • สำหรับมุสลิมเราควรได้อ่านแนวคิดของอิบนุคอลดูน ในหนังสือ มุก๊อดดิมะฮ
  • ความสามารถในการ  "อ่านระหว่างบรรทัด (read between the lines)" และตั้งคำถาม รวมไปถึงการฟัง/ดูจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญหลายๆฝ่าย การรวบรวมผลสรุปจากนักวิเคราะห์ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่จำเป็นในการหาคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดกับความเป็นจริง
  • ความเข้าใจถึงพลวัตของแต่ละชาติพันธุ์ ประเทศ อารยธรรม ศาสนา ความเชื่อ กลุ่มอุดมการณ์/ผลประโยชน์ โครงสร้างทางอำนาจที่แท้จริงของรัฐและของกลุ่มอุดมการณ์ ฯลฯ เป็นรากฐานที่จำเป็นในการทำความเข้าใจถึงสถานภาพ จุดยืน ของแต่ละชาติ/ประเทศในสถานการณ์โลก การศึกษาประวัติศาสตร์ของพัฒนาของ entities เหล่านี้ จะทำให้เราสามารถสร้างการตอบสนองที่น่าจะเป็น เมื่อแต่ละ entity มาอยู่ในสนามการเมืองโลกที่มีการผันผวนตลอดเวลา
  • ความเข้าใจถึงธรรมชาติของอารยธรรมตะวันตก และอารยธรรมอิสลาม ส่วนอารยธรรมตะวันออก อื่นๆ เช่น อารยธรรมอินเดีย อารยธรรมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ถื่อว่าเป็น optional ทั้งนี้ก็เพราะว่าวัฒนธรรมอื่นๆ นอกเหนือจากอารยธรรมอิสลาม ได้ค่อยๆปรับตัวและกลมกลืนไปกับอารยธรรมตะวันตก จนกระทั่งสงครามอารยธรรม จะเกิดขึ้นระหว่างอารยธรรตะวันตกและอารยธรรมอิสลามเป็นหลัก ส่วนการปะทะกันระหว่างโลกมุสลิมกับอินเดีย ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมองจากมุมของการปะทะกันระหว่างอารยธรรม และสามารถมองจากความขัดแย้งทางการเมืองตามปกติ
  • เหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมุสลิม ปัจจัยที่เราจะต้องไม่มองข้ามนอก และจะต้องนำเข้ามาใช้ในการสร้างสมการดุลอำนาจในเวทีการเมืองโลก ได้แก่
  1. แนวทางจากอัลกุรอาน สุนนะฮของนบี (ศ็อลฯ)และบรรดาอุละมาอฺ/ผู้ปกครองที่ทรงธรรมในประวัติศาสตรอิสลาม ที่มีความเกี่ยวโยงกับภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมไปถึงการทำนายถึงธรรมชาติของโลกในยุคสุดท้าย สัญญาณของวันกิยามะฮฺ
  2. ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรละเลยที่จะเรียนรู้ว่าชาวคริสเตียน และชาวยิว ส่วนหนึ่งได้ยึดเอาคำอธิบายที่มาจากคัมภีร์ไบเบิล และคัมภีร์ตัลมูดจากนักวิชาการของเขา ที่เกี่ยวกับการกลับมาของพระเยซู หรือมะสีอาห์อย่างไร ในโลกยุกสุดท้าย ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เข้าใจว่ามันเป็นหนึ่งในตัวกำหนดบริบท และมีความเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ทางการเมืองในเอเชียตะวันตกในปัจจุบันอย่างไร
  3. โครงสร้างและพลวัตทางด้านประชากรศาสตร์ของแต่ละประเทศ ศาสนา และชาติพันธุ์ รวมไปถึงความเป็นเอกภาพของประชากรในพื้นที่
  4. ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ ประเทศ ความท้าทายทางด้านโลจิสติค ที่มีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบทางด้านยุทธศาสตร์สงคราม
  5. การกระจายของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน น้ำ แร่หายาก
  6. ธรรมชาติ ความแข็งแกร่งของอารยธรรม และการสืบทอดทางอารยธรรม ที่ฝังแน่นอยู่ใน DNA ของประชากรในแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์ รัฐชาติ ที่เป็นตัวแสดงในโรงละครการเมืองโลก
  7. พัฒนาการจากโลกขั้วเดียว (Single Superpower or single polar world) ที่มีอเมริกาเป็นมหาอำนาจหนื่งเดียว สู่โลกหลายขั้ว (Multi-polar world) ที่มีมหาอำนาจอื่นที่คานอำนาจอยู่ ได้แก่ จีน และรัสเซีย หากมองในมุมของขั้วอำนาจ อาจจะแบ่งได้คร่าวดังนี้ สหรัจอเมริกายุโรปและพันธมิตร  ประเทศในกลุ่ม BRICS และที่กำลังก่อตัวอย่างช้าๆ ก็คือขั้วโลกอิสลาม ซึ่งมีตุุรเกีย ซาอุดี และอิหร่านเป็นแกนนำ
  8. มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่สามารถใช้ในการทำความเข้าใจคำอธิบายกลไกของความผันผวนของเศรษฐกิจโลกโดยนักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกได้
  9. โครงสร้างและพลวัตทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ ประเทศ หรือกลุ่มประเทศ
  10. โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม ระบบดารเมือง ระบบชนชั้น การศึกษา ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การกระจุกตัวหรือการกระจายตัวทางด้านเศรษฐกิจ
  11. ความเข้มแข็งของกองทัพ และอุตสาหกรรมการทหาร ของประเทศ
  12. ความสามารถทางด้านการทูตของแต่ละประเทศ ซึ่งรวมถึงนโยบาย และยุทธศาสตร์ทางการทูต

เราจะเห็นว่า ในฐานะมุสลิม (หรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม) การที่เราจะเข้าใจพลวัตของการเมืองโลกที่ถูกต้อง ไม่เป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีมุมมองที่คับแคบที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพหุสังคมอย่างเช่นสังคมในประเทศไทย  นั้นต้องการองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทั้งในแนวกว้างและในแนวลึก ที่ยากมากที่จะมีอยู่อย่างครบถ้วนในคนใดหนึ่ง ดังนั้นกล่าวโดยทั่วไปความเข้าภูมิรัฐศาสตร์ของการเมืองโลกแบบองค์รวม (holistic view) นั้นต้องการการรับฟังข่าวสาร การวิเคราะห์ การทำนาย ของผู้เชี่ยวชาญจากมุมต่างๆอย่างเพียงพอ เพื่อให้เราสามารถใช้ Critical Thinking (วิจารณญานที่มาจากการใช้ข้อมูล และตรรกะที่เหมาะสม) เพื่อนำไปสู่ข้อสรุป สำหรับตัวเราเอง และสามารถนำไปปรับใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

รศ.ดร.ชัยรัตน์ ศิริพัธนะ

อัปเดตล่าสุด 11 เม.ย. 2569