ประวัติมัสยิดซอลาฮุดดีน (ท่าช้าง)

มัสยิดซอลาฮุดดีน หรือชาวบ้านทั่วไทยรู้จักกันในชื่อมัสยิดท่าช้าง เป็นมัสยิดเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้เขียน อุดม วัลลีย์

มัสยิดซอลาฮุดดีน หรือชาวบ้านทั่วไทยรู้จักกันในชื่อมัสยิดท่าช้าง เป็นมัสยิดเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าศึกษา เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันของสังคมพหุวัฒนธรรม และเป็นเสมือนประจักษ์พยานการสนับสนุนช่วยเหลือของรัฐบาลและประมุขของรัฐที่มีต่อชาวไทยมุสลิมเป็นอย่างดี


 มัสยิดซอลาฮุดดีน หรือมัสยิดท่าช้าง ตั้งอยู่ที่ถนนกะโรม ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช  หรือบริเวณที่คนทั่วไทยรู้จักกันในนามตลาดแขก  เมื่อพูดถึงประวัติของมัสยิดก็ต้องพูดถึงประวัติความเป็นมาชองชุมชนนั้นควบคู่กันไปด้วย เพราะเมื่อมุสลิมตั้งชุมชนที่ไหนก็จะสร้างมัสยิดควบคู่ไปด้วยเสมอ  นครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ก่อนอาณาจักรสุโขทัยด้วยซ้ำ เป็นเมืองสำคัญศูนย์กลางทางการค้าของคาบสมุทรมาลายูมาลายู  มีความขัดแย้ง เกิดการสู้รบ ขยายขยายอิทธิพล ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ อยุ่เสมอ  มีพ่อค้าชาวอินเดีย จีน และอาหรับ  เข้ามาค้าขายและลงหลักปักฐาน ผสมผสานกับคนท้องถิ่น  เหตุการณ์ที่สำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีการอพยพของชาวมุสลิมจากหัวเมืองมาลายูตอนใต้  เช่น ปัตตานี กลันตัน ตรังกานู และเคดะห์  ด้วยเหตุผลของสงคราม  มุสลิมกลุ่มหนึ่งได้ถูกนำไปอาศัยอยู่บริเวณทิศเหนือนอกกำแพงเมือง  ซึ่งบริเวณนั้นเรียกว่า "บ้านหน้าเมือง" ต่อไปจนถึงบ้าน “ท่าช้าง”  ซึ่งบริเวณนี้ในสมัยก่อนเคยเป็นสถานที่ดูแลรักษาช้างศึกของเมืองนครศรีธรรมราช

     เมื่อชาวมุสลิมถูกกำหนดให้ตั้งตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ มัสยิด ชาวมุสลิมจึงได้ร่วมกันสร้างมัสยิดในปีประมาณ พ.ศ.๒๔๔๐  เป็นอาคารไม้ ยกพื้นสูง ๒.๕๐ เมตร ขนาดกว้าง ๙ X ๑๒ เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ซึ่งทางราชการอนุญาตให้สร้างบนพื้นที่ของราชการ ทิศเหนือติดกับวัดมเหยงค์ ทิศใต้จรดถนนกะโรม โดยเรียกชื่อว่า “สุเหร่านอก”  ซึ่งมีความหมายถึงสุเหร่านอกกำแพงเมืองนั่นเอง  และมีอิหม่ามคนแรก เป็นชาวมาลายูมาจากรัฐกลันตันชื่อ ฮัจยีเจ๊ะมะหะหมัดซอและห์ บิน หวันอะหมัด ท่านได้ดำรงตำแหน่งมายาวนานเป็นเวลา ๒๐ ปี ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในตำแหน่งท่านได้พัฒนามัสยิดแห่งนี้ให้เป็นศูนย์รวมใจของชุมชน มีการเรียนการสอนกุรอ่านและศาสนาเบื้องต้นให้กับชุมชนแห่งนี้ด้วย


    ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เมื่อทางราชการมีความจำเป็นต้องการพื้นที่ที่ตั้งของมัสยิดเพื่อสร้างโรงเรียนประชาบาล ปัจจุบันคือโรงเรียนวัดมเหยงค์ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้น คือ เจ้าฟ้าทิฆัมพรกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ได้เสนอพื้นที่ให้คณะกรรมการมัสยิดเลือกย้ายไปสร้าง ๓ แห่ง ซึ่งพื้นที่ทั้ง ๓ แห่งเป็นวัดร้างที่อยู่ในความดูแลของทางราชการ  คือ วัดท่าช้าง วัดชายตัง และวัดพระเงิน หรือวัดเจดีย์ยักษ์  ทางอิหม่ามในขณะนั้น คือ นายฮัจญีเด็น ศิริปชะนะ ได้ปรึกษาหารือกับชุมชน ได้พร้อมใจกันตกลงเลือกพื้นที่ของวัดท่าช้าง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๑ ไร่ เป็นที่ตั้งของมัสยิดแห่งใหม่  ชาวบ้านจึงเปลี่ยนการเรียกชื่อจาก “สุเหร่านอก”  มาเป็น “สุเหร่าท่าช้าง” หรือ มัสยิดท่าช้าง” จนถึงปัจจุบัน

    อาคารมัสยิดหลังใหม่เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นเดียว มีการออกแบบตามสถาปัตยกรรมของแคว้นแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย  ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมของเปอร์เซีย อย่างลงตัวสวยงาม  หลังคาดาดฟ้าเป็นคอนกรีต มีโดมขนาดใหญ่ตรงกลาง  มีโดมขนาดเล็กประดับอยู่ที่มุมทั้งสี่ของอาคาร  ห้องโถงละหมาดมีเสาคอนกรีตขนาดใหญ่รองรับโครงสร้าง ตามลักษณะศิลปะของเปอร์เซีย  การก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ใช้เวลาในการก่อสร้าง ๑๐ ปี  สำหรับการก่อสร้างมัสยิดที่ต้องใช้เวลานานนั้น เป็นเรื่องปกติของชุมชนมุสลิมทั่ว ๆ ไป  เพราะงบประมาณที่จำกัด  สร้างไปก็หาเงินไป  เงินส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการบริจาคของชุมชน และขณะก่อสร้างก็สามารถใช้พื้นที่ในการปฏิบัติศาสนกิจได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  และได้เปลี่ยนชื่อจาก “สุเหร่าท่าช้าง” มาเป็น “ มัสยิดซอลาฮุดดีน” ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐



     อย่างไรก็ตามทางมัสยิดได้เกิดปัญหาทางข้อกฎหมายครั้งใหญ่  เป็นปัญหาคาราคาซังเป็นเวลาที่ยาวนาน เนื่องจากพื้นที่ตั้งของมัสยิดที่ทางเจ้าฟ้าทิฆัมพรกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชอนุญาติให้สร้างนั้น เป็นที่ดินของ “ธรณีสงฆ์” วัดท่าช้าง ซึ่งเป็นวัดร้าง ซึ่งตามกฎหมายแล้วธรณีสงฆ์ ไม่สามารถที่จะโอนกรรมสิทธิ์ ให้บุคคลหรือศาสนาอื่นได้  ดังนั้นเมื่อทางการได้ประกาศใช้กฎหมายพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. ๒๔๙๑ บังคับให้มัสยิดทุกแห่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  การยื่นจดทะเบียนของมัสยิดจึงได้รับการคัดค้านจากกรมศาสนา  ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้กับชุมชนมุสลิมบริเวณนี้เป็นอย่างมากว่า มัสยิดอาจต้องถูกรื้อถอน ซ้ำรอยอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อแก้ปัญหานี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ทางคณะกรรมการมัสยิด และนายน้อม อุปรมัย ส.ส. นครศรีธรรมราชสมัยนั้น ได้นำความกราบบังคมทูลถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙  ประมาณช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๙ - ๒๕๐๐ ด้วยความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  พระองค์ทรงได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๔๒,๙๓๕ บาท  เพื่อทำ “ผาติกรรม” หรือการชดใช้เงินแทนสิ่งของหรือที่ดินเพื่อประโยชน์ของสงฆ์ เพื่อแลกกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดท่าช้างให้เป็นของมัสยิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  เงินจำนวนนี้ได้ถูกส่งมอบให้กรมศาสนาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางพุทธศาสนาด้านอื่น ๆ ต่อไป  ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางมัสยิดจึงได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายอย่างสมบูรณ์  

     เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของมัสยิดซอลาฮุดดีน เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และพระบรมราชินินาถ ได้เสด็จเยือนมัสยิดซอลาฮุดดีน  และทรงประทับบน “มิมบัร” และทรงให้อิหม่าม ผู้นำศาสนา และพสกนิกร เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ทรงมีปฏิสันถารกับบรรดาผู้เข้าเฝ้าอย่างไม่ถือสาพระองค์ นับเป็นเหตุการณ์แห่งประวัติศาสตร์ของมัสยิด และชุมชนแห่งนี้  สร้างความประทับใจจนยากจะลืมเลือน เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความเป็น “องค์อัครศาสนูปถัมภก” ของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นอย่างดี

 มัสยิดซอลาฮุดดีน  นอกจากเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในด้านอื่น ๆ อีกมาก เช่น เปิดสอนฟัรดูอีน ให้แก่เยาวชนให้มีความรู้พื้นฐานทางศาสนาที่ถูกต้อง โดยเปิดสอนมาตั้งแต่ ปี ๒๕๐๙  เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน  เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของสังคมพหุวัฒนธรรม  เป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับพสกนิกรชาวมุสลิม เป็นหลักฐานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่ยืนหยัดคู่มากับเมืองนครศรีธรรมราชจากอดีตสู่ปัจจุบัน.