โรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ
เขียนโดย : อุดม วัลลีย์
หากพูดถึงเรื่องการศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และถูกยกย่อง ให้เป็นเมือง “นักปราชญ์” ของภาคใต้ คนนครให้ความสำคัญส่งบุตรหลานไปศึกษาในระดับสูง จึงเป็นจังหวัดลำดับต้น ๆ ที่มีความตื่นตัวในด้านการศึกษาสูงมาก มีคุณภาพโดดเด่นในลำดับต้น ๆ ของประเทศไทย จากการประเมินคุณภาพการศึกษาทั่วประเทศของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ) ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ จังหวัดนครศรีธรรมราช เกาะกลุ่มอยู่ในลำดับที่ ๑๕ ของประเทศ และอยู่ในลำดับ ๑ หรือ ๒ ในภาคใต้ โดยขับเคี่ยวกันกับจังหวัดสงขลา
นครศรีธรรมราชจึงมีสถาบันการศึกษาในระดับมัธยมที่มีคุณภาพและติดอันดับความนิยมของประเทศหลายแห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน สถาบันการศึกษาที่เป็นของรัฐ ได้แก่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ โรงเรียนกัลยาณี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ โรงเรียนจุฬาภรณ์ ที่เป็นของเอกชนก็มีโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้พ่อแม่ผู้ปกครองต่างมุ่งหวังที่จะให้บุตรหลานของตนได้เข้าเรียน จึงต้องมีการสอบแข่งขันกันสูงมาก ๆ ดังนั้น การที่จะบริหารโรงเรียนอื่นมาแข่งขันให้มีความโดดเด่นใกล้เคียงกับโรงเรียนที่กล่าวข้างต้น เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ แต่มีโรงเรียนหนึ่งที่ทำได้ดี นั่นคือ โรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ ถึงแม้ว่าระบบการศึกษาจะมีความแตกต่างกัน เพราะเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม เป็นโรงเรียนสองสายคือสายสามัญและศาสนา การบริหารโรงเรียนสองสายนี้จึงมีความยากเป็นสองเท่าของโรงเรียนสายสามัญสายเดียว ยิ่งสามารถบริหารให้โดดเด่น มีชื่อเสียง จนเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองทั่วภาคใต้ ก็ยิ่งยากเป็นทวีคูณ



โรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ ตั้งอยู่ที่ บ้านทุ่งจีน ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อตั้งโดยฮัจยียะโก๊บ สุมาลี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยเริ่มแรกตั้งเป็นสถาบันปอเนาะห์ ที่เน้นการสอนด้านศาสนาอิสลามอย่างเดียว โดยก่อสร้างเป็นอาคารบาลาย เป็นพื้นที่ศูนย์กลาง สำหรับเรียน สำหรับละหมาด และกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง รอบ ๆ อาคารบาลาย ก็สร้างเป็นกระต๊อบง่าย ๆ สำหรับเป็นที่พักของนักเรียน รายได้ก็มาจากการบริจาคของนักเรียนผู้ปกครอง ส่วนใหญ่มักเป็นข้าวปลาอาหารแห้ง ผลไม้ในท้องถิ่น การอยู่การสอนก็เป็นลักษณะครอบครัว เอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตามปัญหาและอุปสรรคที่คอยขัดขวางการก้าวเดินย่อมมีเป็นธรรมดา เป็นบททดสอบและเบ้าหลอมในการสร้างความอดทนและความแข็งแกร่งเพื่อยืนหยัดให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง บททดสอบที่หนักที่สุดเกิดขึ้นในปี ๒๕๐๕ เกิดวิกฤตการณ์มหาวาตภัย ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนแฮเรียต พัดถล่มภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย โดยศูนย์พายุอยู่ที่แหลมตะลุมพุก โรงเรียนสันติธรรมมูลนิธิ หรือ ตอนนั้นเรียกว่าปอเนาะทุ่งจีน ก็หนีไม่พ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้ อาคารบาลายศูนย์รวม กระต็อบที่พักเด็ก ล้วนพังเสียหายเกือบทั้งหมด รวมทั้งสวนมังคุด สวนมะพร้าว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของปอเนาะห์ก็ได้รับความเสียหายยับเยิน วิกฤตการณ์นี้กลับกระตุ้นสร้างแรงหนุนให้ชาวบ้านลูกศิษย์ ลูกหา หันมาร่วมแรงร่วมใจ สร้างอาคารสร้างกระต็อบที่พักขึ้นมาใหม่ พลังแห่งความศรัทธานี้ได้เป็นฐานที่มั่นคงแข็งแกร่งให้ปอเนาะห์แห่งนี้โลดแล่นไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
เมื่อรัฐบาลออกนโยบายจัดระบบการศึกษาของสภาบันปอเนาะห์ ให้อยู่ในระบบราชการ และให้แปรสภาพเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม และให้มีการสอนทั้งสายศาสนาและสามัญ ปอเนาห์ทุ่งจีน จึงได้จดทะเบียนเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ชื่อว่า “โรงเรียนสันติธรรมศึกษา” นับเป็นก้าวสำคัญที่โรงเรียนได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายของรัฐ ภายใต้การบริหารของอาจารย์ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี บุตรชายของฮัจยียะโก๊บ สุมาลี โรงเรียนได้ปรับตัวก้าวสู่ระบบที่ทันสมัย มีการบูรณาการหลักสูตรวิชาสามัญและศาสนา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนในการแข่งขันและดำรงชีพในโลกภายนอกได้ ทางภาครัฐได้ส่งข้าราชการครูมาสอนวิชาสามัญ ท่านแรก คือ ครูอาชีพ เกิดทองมี ซึ่งท่านได้ทุ่มเทการสอนให้กับเด็กนักเรียนมาเป็นเวลาที่ยาวนานจนกลายเป็นตำนานของโรงเรียนแห่งนี้

ในช่วงปี ๒๕๒๔ โรงเรียนได้รับการสนับสุนจากเครือข่ายนักศึกษามุสลิมในสถาบันบันอุดมศึกษา โดยชมรมนักศึกษามุสลิม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ร่วมกับชมรมนักศึกษามุสลิมภาคใต้ ๑๐ สถาบัน ได้ร่วมออกค่ายโครงการค่ายอาสาพัฒนา ที่โรงเรียนสันติธรรม และได้ร่วมกันสร้างอาคารเรียนกึ่งถาวร ๑ หลัง โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาในปี ๒๕๒๙ ทางโรงเรียนได้รับเงินบริจาคจากผู้ใจบุญจำนวน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างอาคารถาวร ๒ ชั้น การได้รับการสนับสนุนครั้งนี้ทำให้โรงเรียนได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “โรงเรียนสันติธรรมมูลนิธิ” จนถึงปัจจุบัน
วิสัยทัศน์ของโรงเรียน คือ “ ยึดมั่นศาสนา เลิศล้ำวิชาการ ก้าวทันเทคโนโลยี มีพลานามัยที่สมบูรณ์ รู้คุณสิ่งแวดล้อม พร้อมสู่สากล” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ ที่ครอบคลุมพัฒนาศักยภาพของเยาวชนได้อย่างรอบด้าน หลักสูตรการเรียนการสอนในวิชาสามัญ ทางโรงเรียนได้ยึดตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ๑๔ รายวิชา ส่วนในด้านศาสนานั้น ทางโรงเรียนได้สอนตั้งแต่ระดับชั้นตอนต้น ( อิบตีดาอิยะห์) ระดับกลาง (มูตะวัซซีเตาะห์) และระดับตอนปลาย (ซานาวี)

รูปแบบการบริหารจัดการของโรงเรียนเป็นการจัดการแบบโรงเรียนเพื่อการกุศล(วากัฟ) โดยนักเรียนทุกคนเรียนฟรี ไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนแต่อย่างใด นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือให้นักเรียนที่ลำบากขัดสน ยากจนอีกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน โรงเรียนมีนักเรียนรวมประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าคน มีคณะครูและบุคลากรประมาณ ๑๕๐ คน โดยมีนายนพรัตน์ สุมาลี เป็นผู้อำนวยการ และนายซากีรีน สุมาลี เป็นผู้จัดการโรงเรียน
ความสำเร็จหรือความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาไม่ได้วัดที่ความโอ่อ่าหรูหราของอาคารเรียน แต่วัดกันที่บรรดาศิษย์ที่จบออกไป ซึ่งทางโรงเรียนสันติธรรมมูลนิธิได้หล่อหลอมสร้างคนให้พบกับความสำเร็จในชีวิต มากมายในทุกวงการ ทุกสาขาวิชาชีพ ที่สำคัญที่สุดนอกจากมีวิชาชีพติดตัวแล้ว ยังเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม และความรู้ในด้านศาสนา ในสายสามัญนักเรียนที่จบจากที่นี้สามารถสอบเข้าแข่งขันไปศึกษาต่อตามมหาวิทยาลัยชั้นนำ และในสาขาวิชาที่โดดเด่นได้ทั่วประเทศ สามารถเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาที่โดดเด่น ในสายศาสนาก็สามารถไปศึกษาต่อในต่างประเทศจำนวนมากมาย ศิษย์เก่าของโรงเรียนจึงกระจายไปทั่วสาขาอาชีพ แทบทุกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นแวดวงราชการ สาธารณะสุข ข้าราชการครู หรืออาชีพส่วนตัว ในสายศาสนาก็ไปตั้งปอเนาะห์ ตั้งโรงเรียน เป็นอิหม่าม เป็นผู้นำศาสนา เป็นครูสอนศาสนา เป็นนักเผยแพร่ศาสนา เหล่านี้ล้วนเป็นประจักษ์พยานเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จในการจัดการศึกษาได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามความภาคภูมิในความสำเร็จ ไม่อาจทำให้ผู้บริหารชล่าใจหยุดการพัฒนา แต่ยิ่งมุมานะพยามพัฒนาต่อยอดไปให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะการยืนอยู่ท่ามกลางสนามการแข่งขัน ที่คู่แข่งขันมีความเพียบพร้อมกว่า แข็งแกร่งกว่าในทุก ๆ ด้านนั้น ถึงแม้จะได้เปรียบเป็นโรงเรียนสองสายก็ตาม แต่หากเผลอเมื่อไหร่ก็อาจพลาดล้มได้ทันที่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโรงเรียนสันติธรรมมูลนิธิ จะสามารถรักษาสถานะความเป็นหนึ่งของโรงเรียนราษฎร์ศอนศาสนาอิสลามแห่งเมืองนครและจังหวัดใกล้เคียงตลอดสืบไป
